แชร์

มือสั่นขาดวิตามินอะไร? เจาะลึกสาเหตุ สัญญาณเตือน และแนวทางรักษาอย่างถูกวิธี

อัพเดทล่าสุด: 13 ก.พ. 2026
5 ผู้เข้าชม

อาการมือสั่นอาจเกิดจากการขาด วิตามิน B12, วิตามิน B1, วิตามิน B6, และแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ภาวะวิตามิน D ต่ำยังส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อได้ หากมีอาการร่วมกับอาการชา หรือสั่นขณะพัก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับวิตามินหรือหาสาเหตุแฝงอื่น เช่น ไทรอยด์หรือพาร์กินสัน

5 วิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่หาก "ขาด" อาจทำให้มือสั่น

อาการมือสั่น (Hand Tremors) ไม่ได้เกิดจากความแก่หรือความตื่นเต้นเสมอไป ในหลายกรณี ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าระบบประสาทขาดสารอาหารหล่อเลี้ยง ดังนี้:

1. วิตามิน B12 (Cobalamin)

วิตามิน B12 เป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดต่อ ปลอกประสาท (Myelin Sheath) หากขาดจะทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดเพี้ยน นำไปสู่การสั่น ชาปลายมือปลายเท้า และสูญเสียการทรงตัว

กลุ่มเสี่ยง: ผู้ทานมังสวิรัติ (Vegan), ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการดูดซึม, และผู้ที่ใช้ยาลดกรดเป็นเวลานาน

2. วิตามิน B1 (Thiamine)

B1 มีหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานให้เซลล์ประสาท การขาดวิตามินชนิดนี้ทำให้เกิดโรคเหน็บชา (Beriberi) และส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีอาการสั่นจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย

3. แมกนีเซียม (Magnesium)

แมกนีเซียมช่วยในกระบวนการคลายกล้ามเนื้อและการส่งกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท หากระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำเกินไป (Hypomagnesemia) จะทำให้กล้ามเนื้อกระตุก (Tics) เกร็ง และสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

4. วิตามิน B6 (Pyridoxine)

ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทสำคัญ เช่น โดปามีน (Dopamine) ซึ่งมีบทบาทควบคุมการเคลื่อนไหว การขาด B6 มักมาพร้อมอาการเจ็บปลายประสาทและอาการสั่นในขณะหยิบจับสิ่งของ

5. วิตามิน D และวิตามิน E

วิตามิน D: งานวิจัยใหม่ๆ พบว่าระดับวิตามิน D ที่ต่ำเกินไปส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัว
วิตามิน E: ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์ประสาท การขาดวิตามิน E (ซึ่งพบได้ยากกว่าชนิดอื่น) อาจนำไปสู่ภาวะเสียการทรงตัวและอาการสั่นได้

นอกจากขาดวิตามิน... อะไรอีกที่ทำให้มือสั่น?

การวินิจฉัยอาการมือสั่นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เพื่อไม่ให้มองข้ามโรคร้ายแรง:

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia): มักมีอาการตัวเย็น ใจสั่น มือสั่นร่วมด้วย
  • ไทรอยด์เป็นพิษ: ระบบเผาผลาญทำงานหนักเกินไปจนร่างกายสั่นเทา
  • การดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป: หรืออาการ "ลงแดง" จากการหยุดสุรา
  • โรคพาร์กินสัน: มักเป็นการสั่นขณะ "อยู่เฉยๆ" (Resting Tremor)
  • ความเครียดและโรควิตกกังวล: กระตุ้นสารอะดรีนาลีนทำให้กล้ามเนื้อตึงและสั่น

สัญญาณเตือน "มือสั่น" แบบไหนที่ต้องพบแพทย์ทันที

  1. สั่นรุนแรงจนกระทบกิจวัตรประจำวัน เช่น เขียนหนังสือไม่ได้ ตักอาหารเข้าปากลำบาก
  2. มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ชัด การมองเห็นผิดปกติ หรือสับสน
  3. สั่นข้างเดียว หรือสั่นเฉพาะตอนพัก (ไม่ได้สั่นตอนใช้งาน)
  4. อาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเริ่มทานยาตัวใหม่

แยกให้ออก! มือสั่นเพราะขาดวิตามิน หรือ โรค?

การแยกแยะสาเหตุเบื้องต้นด้วยตัวเองสามารถทำได้โดยการสังเกต "ลักษณะการสั่น" และ "อาการร่วม" ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบ: มือสั่นจากขาดวิตามิน vs มือสั่นจากโรค

ลักษณะการสังเกต มือสั่นจากการขาดวิตามิน/แร่ธาตุ มือสั่นจากโรค (เช่น พาร์กินสัน / ET)
ลักษณะการสั่น มักสั่นแบบยิบๆ หรือกระตุกร่วมด้วย สั่นเป็นจังหวะชัดเจน (Rhythmic)
เวลาที่เกิดอาการ มักสั่นเมื่อต้องเกร็งกล้ามเนื้อ หรือใช้งาน พาร์กินสัน: สั่นตอนอยู่เฉยๆ / ET: สั่นตอนขยับ
อาการร่วมทางกาย มีอาการชา หรือเหมือนเข็มทิ่ม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้า หรือเดินเซ
ความสมมาตร มักเป็นเท่าๆ กันทั้งสองข้าง พาร์กินสัน: มักเริ่มจากข้างเดียวก่อน
การตอบสนอง อาการดีขึ้นเมื่อพักผ่อนหรือได้รับสารอาหาร อาการคงที่หรือแย่ลงเรื่อยๆ หากไม่ใช้ยาเฉพาะโรค

วิธีดูแลตัวเองและอาหารเสริมบำรุงประสาท

  • เน้นอาหารจากธรรมชาติ: ทานไข่, ตับ, ปลาทะเล (B12), ธัญพืชไม่ขัดสี (B1), ผักใบเขียวเข้ม และถั่วเปลือกแข็ง (Magnesium)
  • ลดสารกระตุ้น: งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และจำกัดปริมาณคาเฟอีน
  • ตรวจเลือด: หากสงสัยว่าขาดวิตามิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับ Vitamin B Complex หรือ Magnesium ก่อนซื้ออาหารเสริมมาทานเอง เพื่อป้องกันภาวะได้รับวิตามินบางชนิดเกินขนาด (โดยเฉพาะ B6)

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
วิธีเลือกยาแก้เจ็บคอ สเปรย์พ่นคอ และยาอมสำหรับอาการคออักเสบ
อาการเจ็บคอ (Sore Throat) เป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หรือร่างกายอ่อนแอ หลายคนมักตั้งคำถามว่า "เจ็บคอกินยาอะไรดี?" และมักจะนึกถึง "ยาแก้อักเสบเม็ดเขียวขาว" เป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้ว อาการเจ็บคอกว่า 80-90% เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป บทความนี้จะช่วยคุณแยกประเภทของยาแก้เจ็บคอ และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ครับ
5 ยาประจำเที่ยว ติดกระเป๋าไว้เพื่อความอุ่นใจ
การเดินทางเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเตรียมยาสามัญประจำเที่ยว
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ